หน้าหลัก > ลำดับเจ้าอาวาส ปรับขนาดตัวอักษร เพิ่มขนาด ลดขนาด ขนาดปกติ 
   หน้าหลัก
   แผนที่ตั้ง
   ประวัติวัด
   ถาวรวัตถุ
   พระพุทธรูป
   ลำดับเจ้าอาวาส
   บุพการีของวัด
   ภาพจิตรกรรมฝาผนัง
   ระเบียบและขนบธรรมเนียม
   โคลงโลกนิติ
   แฟ้มภาพ
   ภาพกิจกรรม
   กระดานสนทนา
   รวมเว็บ
  ปฏิทินปักขคณนา
  ดาวน์โหลดประวัติวัด word
 

**** คลิกชม ****
แฟ้มภาพวัดบุปผาราม


 

 

 
ลำดับที่ ๖. พระธรรมรัตนดิลก (อาคม อุตฺตโร ป.ธ.๗)


ชาติภูมิ

          พระธรรมรัตนดิลก เกิดวันอาทิตย์ ที่ ๑ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ตรงกับขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๖ ปีเถอะ ที่บ้านดอนทะเล หมู่ที่ ๒ ตำบลปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช นามเดิมชื่อ ด.ช. กิมเซ่ง เมื่อมาอยู่วัดบุปผาราม พระธรรมวราลังการ (กล่อม อนุภาสเถร ป.ธ. ๕) เปลี่ยนชื่อให้ใหม่เป็นสามเณรอาคม ในวันที่มาอยู่ คุณโยมบิดาชื่อนายเหนี่ยว แซ่ลิ้ม

การศึกษาเบื้องต้น
        จบประถมปีที่ ๔ โรงเรียนประชาบาลวัดท่าม่วง ตำบลปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช

บรรพชาเป็นสามเณร
        อายุ ๑๒ ปี บรรพชาเป็นสามเณรที่อุโบสถวัดเพชรจริก ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช วันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๒ พระรัตนธัชมุนี (แบน คณฺฐาภรณเถร ป.) ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระศรีธรรมประสาธน์ เป็นพระอุปัชฌาย์ บรรพชาแล้วอยู่ที่วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ๑๐ วัน แล้วมาอยู่วัดบุปผาราม กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๒

อุปสมบทเป็นพระภิกษุ
        อุปสมบทเป็นพระภิกษุ วันที่ ๖ กรกฏาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ ณ พัทธสีมาพระอุโบสถองค์เดิมวัดบุปผาราม (เดี๋ยวนี้เป็นที่ตั้งศาลาสมเด็จ) พระธรรมวราลังการ (กล่อม อนุภาสเถร ป.ธ.๕) ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระอโนมคุณมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูอุทัยธรรมธาดา (ยังเป็นพระมหาอุทัย อิณมุตโต) เป็นพระกรรมวาจาจารย์

การศึกษา
        เป็นสามเณรสอบได้ น.ธ.เอก ป.ธ. ๕
        เป็นพระสอบได้อีก ๒ ประโยค รวมเป็น ๗ ประโยค

สมณศักดิ์
        วันที่ ๕ ธันวาคน พ.ศ. ๒๕๐๔ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระอมรเวที
        วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชปัญญากวี ชินสีห์ธรรมสาธก ตรีปิฎกวิภูษิต ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
        วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพรัตนดิลก ธรรมสาธกวิจิตรปฏิภาณ ตรีปิฎกคุณาลังการวิภูสิต ยติคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี
        วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมรัตนดิลก ธรรมสาธกวิจิตรปฏิภาน ตรีปิฎกคุณาลังการภูสิต ประสาธนกิจสิกขากร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

การบำเพ็ญศาสนกิจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
การปกครอง
        พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นเลขานุการเจ้าคณะธรรมยุตอำเภอจังหวัดธนบุรี
        พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส
        พ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นรองเจ้าอาวาส
        พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นรองเจ้าคณะภาค ๑๖–๑๗–๑๘ (ธ.)
        พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นพระอุปัชฌาย์
        พ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส
        พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นเจ้าอาวาส


การศึกษา

        เป็นสามเณร สอนบาลีไวยากรณ์ ป.ธ.๓ ๑ ปี
        เป็นพระ สอน ป.ธ. ๓ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๐ - ๒๕๑๕ รวมเป็นเวลา ๒๕ ปีติดต่อกัน ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๖ สอนบ้างไม่สอนบ้าง บางปีก็สอน ป.ธ. ๔
        พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นกรรมการตรวจนักธรรมสนามหลวง
        พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นกรรมการตรวจประโยคบาลีสนามหลวง

การเผยแผ่
        แสดงธรรมสั่งสอนประชาชนมาตั้งแต่เป็นสามเณร อุปบสมเป็นพระภิกษุ พ.ศ. ๒๔๙๐         อบรมศีลธรรมศิษย์วัดบุปผารามประจำวันอาทิตย์ติดต่อกันเป็นเวลา ๒๕ ปี         แสดงธรรมสั่งสอนประจำวันธรรมสวนะ ภาคบ่ายตามวาระ ภาคเช้าแสดงเป็นบางครั้ง เมื่อทำหน้าที่เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๓ จนถึงได้รับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ตั้งแต่วันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๐  ได้แสดงธรรมกัณฑ์อุโบสถภาคเช้าเป็นประจำ ขาดบ้างเมื่อมีเหตุจำเป็น
        พ.ศ. ๒๔๙๔ เดินทางแสดงธรรมไปกับหน่วยวัฒนธรรมเคลื่อนที่ ซึ่ง พ.อ. ปิ่น มุทุกันต์ เป็นหัวหน้าหน่วย เวลานั้นยังดำรงยศเป็นข้าราชการพลเรือน อนุศาสนาจารย์กองทัพบก ยังมิได้ปรับยศเป็นยศทหารอย่างปัจจุบัน ใน ๙ จังหวัด คือ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี  เป็นเวลา ๒ เดือน
        พ.ศ. ๒๕๐๐ เดินทางแสดงธรรม ไปกับหน่วยวัฒนธรรมเคลื่อนที่ ในจังหวัดอุดรธานี ตามตำบลต่าง ๆ เป็นเวลาเดือนเศษ
        ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้แสดงธรรมแก่หน่วยทหารต่าง ๆ ในกองทัพบก จนถึง พ.ศ. ๒๕๓๕ กองทัพเรือ กองทัพอากาศ แสดงในกองทัพเรือมากกว่าอีก ๒ กองทัพ  แสดงธรรมทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยปีละ ๑ ครั้ง ปาฐกถาธรรมปีละ ๑ ครั้งบ้าง ๒ ครั้งบ้าง
        นอกจากนั้นแสดงธรรมบ้าง บรรยายธรรมบ้างตามโรงเรียน วิทยาลัย เรือนจำ วัดต่างๆ  วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย แสดงธรรมเป็นประจำทุกวันศุกร์ที่สมาคมสันติธรรมสงเคราะห์ เป็นต้น

การสาธารณูปการ
        เป็นผู้ช่วยในการก่อสร้างพระอุโบสถ ด้วยการช่วยหาทุน เป็นต้น ตั้งแต่เริ่มตอกเสาเมมาจนถึง ได้ทำลายบานประตูหน้าต่างด้วยทองแดงเป็นลายสลักดุนพื้นดอกพุดตาน ตราพระมหาพิชัยมงกุฎ ตราบัวแก้ว และเครื่องอิศริยยศสมเด็จเจ้าพระยา ใน พ.ศ. ๒๕๒๗
        พ.ศ. ๒๕๑๑ บูรณปฏิสังขรณ์พระวิหาร
        พ.ศ. ๒๕๑๘ สร้างศาลาราชสามัคคีรังสฤษฎิ์ ที่วัดท่าม่วง ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
        พ.ศ. ๒๕๒๘ สร้างตึกเพิ่มพลเทพรัตน์ กุฏิพี่อัมพวัน เสือไพฑูรย์
        พ.ศ. ๒๕๒๙ สร้างตึกสุพรรณสมบัติ
        พ.ศ. ๒๕๓๐ สร้าง กุฏิเต็ม สุริยวงศ์
        พ.ศ. ๒๕๓๑ บูรณะปฏิสังขรณ์ตึกประยูรวงศ์
        พ.ศ. ๒๕๓๒ สร้างโรงเรียนพระและนางศรฤทธิรณชัยปริยัติธรรม (เสงี่ยม มาลัย ทศนนท์)
        พ.ศ. ๒๕๓๓ บูรณะปฏิสังขรณ์ศาลาสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ สร้างตึกพุทธเตชะและคณะ  ตึกสอนชุ่มเสียงและคณะ
        พ.ศ. ๒๕๓๔ สร้างตึกสดอนุสรณ์ ๑๑ ตึกธรรมปัญญาบดี (ช่วง ป.ธ. ๙)   กำแพงวัดด้านทิศใต้ ยาว ๓ เส้น ๙ วา สูง ๒.๒๕ เมตร พร้อมซุ้มประตู ๒ ซุ้ม บูรณปฏิสังขรณ์กำแพงด้านทิศตะวันออก ตะวันตก และทิศเหนือ พร้อมซุ้มประตูใหญ่ ๖ ซุ้ม ซุ้มประตูเล็ก ๒ ซุ้ม สร้างกำแพงแก้วขนานถนนหลังพระอุโบสถ ยาว ๔๑.๗๘ เมตร สูงจากพื้นถึงหัวเสาใหญ่ ๑.๘๓ เมตร จากพื้นถึงหัวเสาเล็ก ๑.๕๗ เมตร บูรณะกุฎีโบราณทรงช้างยืน
        พ.ศ. ๒๕๓๗ สร้างตึกสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
        พ.ศ. ๒๕๓๘ สร้างตึกปานะวงศ์
        พ.ศ. ๒๕๓๙ สร้างหอกลอง สุรทินทร์ บุนนาค
อาพาธและอาสานกาล
        พระธรรมรัตนดิลก เริ่มอาพาธ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๓ แพทย์บอกว่าสมองท่านมีจุด หรือที่เรียกว่า สมองฝ่อ และโรคนี้ รักษาไม่หาย โดยเฉพาะของท่านนั้น ถือว่าหนักมาก ในระหว่างนั้นท่านกลับเป็นคนละคน คือ เริ่มจากไม่ค่อยพูด อ่านหนังสือไม่ได้ ฉันอาหารน้อยและเบื่ออาหารจึงทำให้ร่างกายท่านซูบผอม จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เกิดอัศจรรย์ คือ อยู่ๆ ท่านก็ฉันอาหารได้ เสียงก็กลับดีเหมือนเดิม ความจำต่างๆ ก็คืนมาสามารถทำงานต่างๆ ได้ ท่านบอกว่าท่านหายแล้ว หลายคนที่ทราบต่างก็อนุโมทนา และดีใจ แต่ความรู้สึกนั้นอยู่ได้แค่ ๔ เดือนเท่านั้น เพราะอาการอาพาธของท่านที่หายไป กลับเข้ามาอีกครั้งและเป็นมากกว่าครั้งแรกคือ เรี่ยวแรงที่จะเคลื่อนไหวก็แทบจะไม่มี เสียงที่จะพูดก็แทบจะไม่เหลือร่างกายซูบผอมมาก ผ่านมาจนถึง พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ เกิดอัศจรรย์อีกครั้งคือ กลับหายเป็นปกติอีกครั้ง และครั้งนี้ดูเหมือนว่าท่านหายจริง ๆ ความจำกลับคืนมาเหมือนเดิม ฉันอาหารได้ ทำวัตรเช้า-เย็นได้ ไปแสดงธรรมในที่ต่าง ๆ ได้ ไปประชุมพระสังฆาธิการในที่ต่างๆ ได้ ทุกคนที่เห็นท่านต่างก็รู้สึกเช่นนั้น คือรู้สึกว่าท่านหายจริง เนื่องจากท่านอาพาธมานาน เมื่อหายครั้งนี้ ท่านทำงานมาก เริ่มจากปูแผ่นหินในเขตพุทธาวาส บูรณะปฏิสังขรณ์ศาลาสมเด็จเจ้าพระยาฯ ซุ้มประตู ๔ ซุ้ม และปรับปรุงเรื่องต่าง ๆ ภายในวัดมากมาย เวลาว่างจากการทำงาน ก็อ่านหนังสือจนถึง วันที่ ๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ท่านเป็นไข้หวัด และเป็นอย่างแรง แต่ท่านไม่ไปโรงพยาบาล ฉันยาลดไข้เอง อาการไข้หวัดก็ดีขึ้น เหลือเฉพาะมีน้ำมูกเท่านั้น ถึงวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓ วันนั้นท่านไปฟังสวดพระอภิธรรมศพ ของคนที่คุ้นเคยกัน ที่วัดตรีทศเทพ กลับมาถึงวัดประมาณ ๒๑.๐๐ น. ท่านก็ยังปกติ ไม่มีอาการอะไร ยังสั่งงานได้จนถึงเช้าวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๓ ท่านยังไม่ลงมาฉันภัตตาหารเช้า สามเณรที่อุปัฏฐากท่านขึ้นไปตาม ก็รู้ว่าท่านมรณภาพแล้ว แพทย์บอกว่า ท่านอาพาธด้วยอาการโรคหัวใจขาดเลือดกระทันหัน รวมอายุได้ ๗๓ ปี ๔ เดือน
.......................
 
เจ้าอาวาส  ลำดับที่ ๑-๔ l ลำดับที่ ๕ l ลำดับที่ ๖ l ลำดับที่ ๗

 
หน้าหลัก  แผนที่ตั้ง  ตราวัด  ประวัติวัด  ถาวรวัตถุ  พระพุทธรูป  ลำดับเจ้าอาวาส บุพการีของวัด
ภาพจิตรกรรมฝาผนัง   โคลงโลกนิติ  แฟ้มภาพ  ระเบียบและขนบธรรมเนียม กระดานสนทนา  รวมเว็บ
 
 


วัดบุปผาราม วรวิหาร เลขที่ ๒๙๓ ถนนเทศบาลสาย ๑ แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ๑๐๖๐๐
ติดต่อ ผู้ดูแลเว็บ โทร : ๐-๒๔๖๖-๗๐๔๖ อีเมล์ : cheept@yahoo.com