สารบัญ
   หน้าหลัก
   แผนที่ตั้ง
   ประวัติวัด
   ถาวรวัตถุ
   พระพุทธรูป
   ลำดับเจ้าอาวาส
   บุพการีของวัด
   ภาพจิตรกรรมฝาผนัง
   ระเบียบและขนบธรรมเนียม
   โคลงโลกนิติ
   แฟ้มภาพ
   สมุดเยี่ยม
   กระดานสนทนา
   รวมเว็บ
   ติดต่อ
  ปฏิทินปักขคณนา




   หน้าหลัก > บุพการีของวัด
  ปรับขนาดตัวอักษร เพิ่มขนาด ลดขนาด ขนาดปกติ 
 
พระราชทานเพลิงที่เมรุวัดบุปผาราม

      จนถึงวันศุกร์ ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีจอ ยังเป็นเบญจศก จุลศักราช ๑๒๔๕ (พ.ศ. ๒๔๒๖) ได้ชักศพเข้าเมรุ พระราชทานเพลิงที่วัดบุปผาราม ธนบุรี ก่อนที่จะถึงวันชักศพเข้าเมรุ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีลายพระราชหัตถเลขาสั่งเจ้าหมื่นไวยวรนารถ คือ จอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงโต) ในรัชกาลต่อมา ให้จัดทหาร ๑๐๐ คนไปแห่ศพเป็นเกียรติยศ
ร. ที่
๔๖

ถึงเจ้าหมื่นไวยวรนารถ
          ด้วยงานศพสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ กำหนดจะชักศพไปเข้าเมรุ วันศุกร์ ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ให้เจ้าหมื่นไวยวรนารถจัดทหาร ๑๐๐ คน ไปแห่ศพสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เป็นเกียรติยศ
สั่งแต่วันอาทิตย์ ขึ้น ๔ ค่ำ ปีวอก ยังเป็นเบญจศก จุลศักราช ๑๒๔๕
(พระบรมนามาภิไธย) สยามินทร์

          ครั้นถึงวันชักศพพระราชทานเพลิง ณ วัดบุปผาราม ธนบุรี ปรากฏเรื่องราวละเอียดในจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ดังต่อไปนี้ :-

          “วันศุกร์ ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีวอก ยังเป็นเบญจศก จุลศักราช ๑๒๔๕ วันนี้เริ่มการศพสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ไปเข้าเมรุวัดบุปผาราม เจ้าพนักงานจัดการตามธรรมเนียมซึ่งมีมา
เวลาเช้า ๔ โมงเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เสด็จออกทางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ทรงพระราชยานไปประทับท่าราชวรดิษฐ์ เสด็จทรงเรือพระที่นั่งกราบกลีบสมุทร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยกระบวนนำและตามเสด็จโดยชลมารค ไปประทับท่าหน้าวัดประยูรวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินโดยสถลมารค ไปประทับพลับพลาตรีมุขหน้าผ้าขาววัดบุปผาราม โปรดให้เรียกกระบวนแห่ เจ้าพนักงานยกโกศศพสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ขึ้นเสลี่ยงสามคาน เดินกระบวนแห่ แต่หน้าบ้านสมเด็จเจ้าพระยาไปตามหน้าบ้านเจ้าพระยาสุรวงศ์ อ้อมวัดบุปผาราม ผ่านมาหน้าอุโบสถวัดบุปผารามตรงไปข้างเมรุด้านเหนือ เมรุนั้นตั้งที่สนามข้างอุโบสถวัดบุปผารามด้านตะวันออก พลับพลานั้นตั้งริมกำแพงอุโบสถวัดบุปผารามตรงหน้าเมรุมุขตะวันตก กระบวนแห่หน้ามีทหารแตรทหารหน้า ๑๐๐ คน แล้วถึงธง ๓ ชาย ๕ ชาย เครื่องแห่ของทำบุญต่าง ๆ เป็นอันมากเหลือที่จะพรรณนา แล้วถึงทหารแตรทหารปืนมรีน แล้วเทวดาคู่แห่กลองชนะเครื่องสูง แล้วถึงเสลี่ยงกง สมเด็จพระวันรัตอ่านพระอภิธรรมนำศพกั้นกรดกำมะลอ แล้วถึงเสลี่ยงโถงนายพลพ่ายโปรยเสลี่ยงแปลงนายชิตโยงกั้นสัปทนแดง แล้วถึงเสลี่ยงสามคานศพ พระราชทานโกศกุดั่นใหญ่ประกับลองเป็นเกียรติยศ พระบวนแห่เดินมาถึงประตูเมรุด้านเหนือแล้วเลยไป พอถึงเทวดาคู่แห่กลองชนะเครื่องสูงก็เลี้ยวเข้าประตูเหนือเวียนเมรุ ตามจารีตโบราณล้วน ๓ รอบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เสด็จพระราชดำเนินเข้าเมรุประทับมุขตะวันตก ทอดพระเนตรเจ้าพนักงานยกโกศศพขึ้นเกรินไปตั้งเบญจาทองอังกฤษ ซึ่งทำครั้งพระศพกรมขุนขัตติยกัลยานั้น ครั้นเสร็จแล้วจึงทอดผ้าไตร ๓๑ ไตร สมเด็จพระวันรัต พระราชาคณะ พระครูฐานา ๓๑ รูป บังสุกุลแล้ว ทรงประเคนสังเคตหัวทานแก่สมเด็จพระวันรัต ๑ สังเคต พระสงฆ์ถวายยถาสัพพี แล้วเสด็จพระราชดำเนินทรงพระราชยานกลับมาประทับท่าวัดประยูรวงศ์ ทรงเรือพระที่นั่งเสด็จกลับพระบรมมหาราชวัง

          อนึ่ง การเมรุสมเด็จเจ้าพระยา ฯ คราวนี้ ทำ ๔ มุขยอด มีฉัตรผ้าแดงยอด แต่ทรงเมรุทำเป็น ๔ เหลี่ยม ไม่ใช่ไม้ ๑๒ อย่างเจ้า ไม่มีนาคปักบานแถลง มีสร้างล้อมเมรุ ๔ สร้าง ราชวัตรทึบมีดอกไม้ร่วง มีฐานบัตรรับแผ่ลดกระจังทองเสีย ใช้ผ้าแดงบังล้อมใน สร้างราชวัตรไม้ไผ่ ฉัตรเบญจรงค์ ๙ ชั้น ล้อมนอกสร้างรอบเมรุ การประดับประดา ส่วนเจ้าภาพนั้นก็มีเป็นอันมาก ไม่ต้องพรรณนา
เย็นวันนี้ มีทิ้งทานต้นกัลปพฤกษ์ ๔ ต้น มีดอกไม้หลวงด้วย เมื่อศพมาถึงมีโขน ๑ หุ่น ๑ งิ้ว ๑ กลางคืนมีหนังตามธรรมเนียม
วันเสาร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ปีวอก ยังเป็นเบญจศก จุลศักราช ๑๒๔๕ เวลาบ่าย ๕ โมงเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เสด็จออกพระที่นั่งจักรีทรงพระราชยานไปประทับท่าราชวรดิษฐ์ เสด็จทรงเรือพระที่นั่งกราบ เสด็จพร้อมด้วยกระบวนนำและตามเสด็จ ไปประทับหน้าวัดประยูรวงศาวาส เสด็จขึ้นทรงพระราชยานไปประทับพลับพลาหน้าเมรุ เสด็จทอดพระเนตรรอบเมรุ แล้วประทับมุขตะวันตก ทรงทอดผ้าไตร ๓๑ ไตร สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ พระราชาคณะ พระครูฐานาบังสุกุล แล้วทรงประเคนสังเคตสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เป็นหัวทาน แล้วพระสงฆ์ถวายอนุโมทนาอติเรกแล้ว เสด็จพระราชดำเนินกลับพระบรมมหาราชวัง

          อนึ่ง ทรงโปรยนั้น วันละ ๑๐ + ต้นกัลปพฤกษ์ ๔ ต้น ๆ ละ ๕ +
วันอาทิตย์ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๕ ปีวอก ยังเป็นเบญจศก จุลศักราช ๑๒๔๕ เวลาบ่ายเจ้าพนักงานตั้งบันไดนาคเกรินโกศศพสมเด็จเจ้าพระยาลงจากเบญจา แล้วรื้อเบญจาตั้งตรางประดับเครื่องสด แล้วยกโกศขึ้นตั้งตรางเผา

         เวลาบ่าย ๔ โมงเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เสด็จออกพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เสด็จทรงพระราชยานไปประทับท่าราชวรดิษฐ์ เสด็จทรงเรือพระที่นั่งกราบพร้อมด้วยกระบวนนำและตามเสด็จไปประทับหน้าเมรุมุขตะวันตก ทรงทอดผ้าไตร ๓๑ ไตร กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ กรมหมื่นวชิรญาณ หม่อมเจ้าพระ พระราชาคณะ พระครูฐานา ๓๑ รูป บังสุกุลแล้ว ทรงประเคนบริขารเครื่องสังเคตแก่กรมพระปวเรศ พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา แล้วทรงจุดเทียน เสด็จขึ้นไปพระราชทานเพลิงศพสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ แล้วพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการก็เผาศพภายหลัง เสด็จพระราชดำเนินกลับ ประทับพลับพลาทรงโปรย แล้วโปรดให้เทวดาทิ้งทานทั้ง ๔ ต้นกัลปพฤกษ์ มิสเตอ ชาเตา กงสุลเยเนอราลอังกฤษนำกัปตันและออฟพิศเซอเรือรบอังกฤษซึ่งเข้ามาช่วยการศพเฝ้าด้วย ทรงทิ้งทานแล้วเสด็จกลับพระบรมมหาราชวังการเล่นมีตามธรรมเนียม

         วันจันทร์ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๕ ปีวอก ยังเป็นเบญจศก จุลศักราช ๑๒๔๕ เวลาเช้า ๓ โมงเศษ เสด็จพระราชดำเนินออกทางพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เสด็จทรงพระที่นั่งราชยานไปประทับท่าราชวรดิษฐ์ เสด็จทรงเรือพระที่นั่งกราบเสด็จไปประทับท่าวัดประยุรวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินไปประทับในเมรุมุขตะวันตก เรียกให้สามหาบเดินสามหาบ ของหลวงสามหาบ ของเจ้าภาพสามหาบ ครั้นเดินแล้ว เสด็จขึ้นบนฐานบัตร รับสั่งให้หาเจ้าพระยาสุรวงศ์ขึ้นไป รับสั่งให้จุดเทียนแล้วทรงทอดผ้าไตรสามหาบ แล้วโปรดให้เจ้าพระยาสุรวงศ์ทอดผ้าไตรสามหาบ แล้วทรงเก็บอัฐิแล้วเสด็จลงทางเมรุมุขตะวันออก ทรงประเคนแล้วเสด็จขึ้นมุขใต้ที่ข้างในแล้วเสด็จออกมุขตะวันตกในเวลานั้น

         เจ้าพระยาสุรวงศ์กับญาติพี่น้องผู้หญิงพร้อมกันเก็บอัฐิ แล้วเชิญโกศมาตั้งมุขตะวันตก ทรงทอดผ้าไตร ๓๑ พระธรรมวโรดม พระราชาคณะ พระครูฐานา ๓๑ รูป บังสุกุลแล้วทรงประเคนสังเคตหัวทานแก่พระธรรมวโรดม เป็นหัวทาน ๑ แล้วเสด็จกลับพระบรมมหาราชวัง__”

 


อนุสาวรีย์สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์
ณ  มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา   

ศาลสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์


          ท่านผู้อ่านจะเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ได้เป็นที่ปรึกษาและผู้ช่วยทำนุบำรุงอันใหญ่ยิ่ง สืบมาตลอดชีวิต.

          คติธรรมของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์
         “คำพระ คำพระมหากษัตริย์ คำบิดามารดา ใครลบล้างก็เป็นอกตัญญู”

         สถานที่ซึ่งผู้คนไม่ตายจากความดีในโลก
         ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ อหิงฺสา สญฺญโม ทโม
         เอตทริยา เสวนฺติ เอตํ โลเก อนามตํ
      
         ท่านผู้เป็นคนดีอย่างแท้จริง ย่อมพอใจอยู่ในสถานที่ (ซึ่งหมู่ชนเป็นผู้) มีความสัจ มีเมตตากรุณา มีศีลและความสำรวมระมัดระวัง ฝึกฝนตนเอง เพราะสถานที่เช่นนั้น เป็นที่ซึ่งหมู่ชนไม่เคยตายจากความดีในโลก.



พระธรรมรัตนดิลก (อาคม อุตฺตโร) เรียบเรียงรวบรวม

อ้างอิง :

- ประวัติสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เมื่อก่อนเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน พระนิพนธ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พิมพ์ พ.ศ. ๒๔๗๒
- สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ มหาบุรุษ ภาคสมบูรณ์ ฉบับของ นัฐวุติ สุทธิสงคราม พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๐๕
- พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔ ฉบับหอสมุดแห่งชาติ พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๐๖

                                                                            พระธรรมรัตนดิลก (อาคม อุตฺตโร)
                                                                                              อดีตเจ้าอาวาสวัดบุปผาราม

 
  << ย้อนกลับ [ หน้า l l ]  
     
  ประวัติสมเด็จเจ้าพระยาฯ ชนิดไฟล์  
     
     

หน้าหลัก  แผนที่ตั้ง  ตราวัด  ประวัติวัด  ถาวรวัตถุ  พระพุทธรูป  ลำดับเจ้าอาวาส
บุพการีของวัด  ภาพจิตรกรรมฝาผนัง   โคลงโลกนิติ  แฟ้มภาพ  ระเบียบและขนบธรรมเนียม
กระดานสนทนา  สมุดเยี่ยม  รวมเว็บ  ติดต่อ
 
 
 
 

วัดบุปผาราม วรวิหาร ๒๙๓ ถนนเทศบาลสาย ๑ แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ๑๐๖๐๐
ติดต่อ สำนักงานวัด โทร : ๐-๒๔๖๕-๓๘๗๒ อีเมล์ : office_buppa@hotmail.com
ผู้ดูแลเว็บ โทร : ๐-๒๔๖๖-๗๐๔๖ อีเมล์ : cheept@yahoo.com